Posts from the ‘ผลไม้เพื่อสุขภาพ’ Category

ลิ้นจี่และสับปะรด เพื่อสุขภาพ

ลิ้นจี่แก้ท้องร่วง

ลิ้นจี่แก้ท้องร่วง สมุนไพรไทย อาหารเพื่อสุขภาพดี
ลิ้นจี่แก้ท้องร่วง
ลิ้นจี่แสนอร่อยช่วยบำบัดอาการท้องร่วง และโรคโลหิตจาง บำรุงตับ บำรุงเลือด รักษาอาการปวดไส้เลื่อน ปวดกระเพาะได้ด้วย

สับปะรดช่วยย่อย

สับปะรดช่วยย่อย สมุนไพรไทย อาหารเพื่อสุขภาพดีสับปะรดช่วยย่อย

เอนไซน์โบรมิเลน (bromelein) ในสับปะรดจะช่วยย่อยอาหาร แก้อาการอักเสบ และอาการบวมน้ำของเนื้อเยื่ออ่อน นอกจากนี้สับปะรดยังใช้หมักเนื้อสัตว์ ทำให้เนื้อเปื่อยยุ่ยได้

ส้มโอสมุนไพรเพื่อสุขภาพ

ส้มโอ สมุนไพรเพื่อสุขภาพ

สรรพคุณทางยาสมุนไพร ส้มโอ

สรรพคุณทางยา ใน ส้มโอ นั้นมีอยู่มิใช่น้อยเลย ส้มโอนั้นสามารถป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน ช่วยระบาย บำรุงหัวใจ แก้ไอ และขับเสมหะ ผลส้มโอ ขับลมในลำไส้ แก้เมาเหล้า

เปลือกผลของส้มโอจะช่วยขับเสมหะ จุกแน่นหน้าอก แก้ไส้เลื่อน

ใบส้มโอ นำมาต้มพอกศีรษะแก้ปวดหัว นอกจากนั้นยังเป็นยาแก้ท้องอืดท้องเฟ้ออีกด้วย ดอกส้มโอ แก้อาการปวดกระบังลม และปวดในกระเพาะอาหาร

เมล็ดส้มโอ ก็มีประโยชน์อยู่มากเช่นกัน แก้ไส้เลื่อน ลำไส้หดตัว แก้หวัด แก้ไอ แก้ปวดท้องน้อยและกระเพาะอาหารได้อย่างมหัศจรรย์ คุณค่าทางอาหาร ส้มโอ นั้นนอกจากจะเป็นยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณอยู่มากแล้ว ยังนำมาประกอบอาหารจานเด็ดมากด้วยคุณค่าได้อีกเช่นกัน ส้มโอ นำมาผสมกับน้ำเชื่อม ทำลอยแก้ว ส้มโอ นำมาคั้นทำน้ำผลไม้ดื่มแก้กระหาย ส้มโอ นำมาทำเป็นอาหารหรือกับแกล้มรสเด็ด อย่างเช่น ยำส้มโอ ส้มโอ มีวิตามินและแร่ธาตุช่วยบำรุงร่างกายให้แข้งแรง อาทิ โปรตีน, คาร์โบไฮเดรต, แคลเซียม ซึ่งช่วยบำรุงกระดูกและฟัน, เหล็ก, ฟอสฟอรัส, วิตามินบี 1 ช่วยในการย่อยอาหาร เสริมสร้างการทำงานของกล้ามเนื้อและหัวใจ, วิตามินบี 2 ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด และวิตามินซีที่มีมากจะช่วยในการป้องกันเลือดออกตามไรฟัน และป้องกันโรคหวัดได้ดี

 

ส้ม เพื่อสุขภาพ

                                        ผลส้มสด 100 กรัม จะมีเบต้าแคโรทีน 82ไมโครกรัม และวิตามินซี 42 มิลลิกรัม จึงใช้รักษาและป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน เปลือกผลแห้งจะมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วย ซิตรัล เจอรานิออล และไลนาโลออล ซึ่งน้ำมันหอมระเหยนี้สามารถสกัดออกมาเพื่อใช้แต่งกลิ่นยาและมีฤทธิ์ขับลม นอกจากนี้เปลือกผลแห้งเมื่อนำมาจุดไฟจะมีกลิ่นหอมและสามารถไล่ยุงได้ดี

 

       ส้มเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าทางอาหารสูง อุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สามารถป้องกันอาการของโรคบางชนิดได้ เช่น โรคหวัด โรคเลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น นอกจากนี้ในส่วนของเส้นใยของส้ม ยังช่วยลดอาการท้องผูกจึงเป็นที่นิยมบริโภคทั้งผลสดและน้ำส้มคั้น
ส่วนประกอบของสารอาหารในส้มเขียวหวาน (100 กรัม)
  แคลอรี่
ความชื้น
โปรตีน
ไขมัน
คาร์โบไฮเดรท
เส้นใย
แคลเชียม
โปรตัสเซียม
เหล็ก
วิตามิน เอ
วิตามิน บี1
วิตามิน บี2
วิตามิน ซี
วิตามิน Niacin
40
89.9
0.6
0.4
8.6
0.5
30
24
0.8
1,062
0.04
0.04
0.4
0.4
หน่วย
%
หน่วย
กรัม
กรัม
กรัม
มิลลิกรัม
มิลลิกรัม
มิลลิกรัม
I.U.
มิลลิกรัม
มิลลิกรัม
มิลลิกรัม
มิลลิกรัม
 
         

แตงโมเพื่อสุขภาพ

นักวิจัยชี้สารใน แตงโมมีสรรพคุณเหมือนกินไวอากร้า นักวิจัยแห่งศูนย์ปรับปรุงผักและผลไม้ “เอ แอนด์ เอ็ม” แห่งรัฐเท็กซัส แจ้งข่าวดีแก่ชายผู้ประสบปัญหาเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เพราะของใกล้ตัว อย่าง “แตงโมหวานฉ่ำ” มีสารที่เรียกว่า “ซิตรัลลีน” ส่งผลต่อร่างกายใกล้เคียงกับการกินยาไวอากร้าเพิ่มพลัง 
เมื่อกินแตงโมเข้าไปแล้ว เอนไซม์ในร่างกายจะเปลี่ยนสารซิตรัลลีนให้เป็นกรดอะมิโนซึ่งส่งผลดีต่อหัวใจ ระบบหมุนเวียนโลหิต ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย และกระตุ้นให้ร่างกายผลิตกรดไนตริกออกมาช่วยให้หลอดเลือดคลายตัว คุณสมบัติทั้งหมดนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายของคนเราเมื่อกินยาไวอากร้าเข้าไป 
แม้นักวิจัยจะยืนยันว่าผลที่ได้จากการกินแตงโมใกล้เคียงกับการกินยาไวอากร้า แต่ไม่ได้หมายความว่ากินแตงโมแล้วจะคึกคักซู่ซ่าเท่ากับกินไวอากร้าได้ เพราะสารซิตรัลลีน พบมากในเปลือกแตงโม หรือถ้าจะกินเนื้อแตงโมให้ได้ผลเทียบเท่ากัน ต้องบริโภคครั้งละประมาณ 6 ถ้วยตวง หรือมากกว่า

 

แตงโมไม่ได้เป็นแค่ผลไม้กินคลายร้อนเพียงอย่างเดียว นักวิทยาศาสตร์พบสารประกอบในแตงโมมีสรรพคุณคล้ายยารักษาอาการ “นกเขาไม่ขัน” ช่วยหลอดเลือดขยายตัว และเพิ่มอารมณ์ทางเพศ 
ที่ผ่านมามีนักวิจัยศึกษาคุณสมบัติพิเศษของแตงโมกันมาบ้างแล้ว และยิ่งศึกษามากขึ้นเท่าไร ยิ่งพบว่ากินแตงโมแล้วมีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้นเท่านั้น 

ดร.พิมู ปาติล ผู้อำนวยการศูนย์ปรับปรุงพันธุพืช และผลไม้เทกซัส เอแอนด์เอ็ม ในมลรัฐเทกซัส สหรัฐ บอกว่า แตงโม และผักผลไม้อีกหลายชนิดมีสารที่เรียกว่า ไฟโตนิวเตรียนท์ หรือพูดให้ฟังดูเป็นภาษาไทยว่า พฤกษเคมี เป็นสารประกอบทางเคมีที่ได้จากธรรมชาติกระตุ้นการตอบสนองของร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง สารประกอบพฤกษเคมีพบในแตงโมประกอบด้วย ไลโคปีน เบต้า แคโรทีน และดาวเด่นที่สุดคือ ซิทรูไลน์ (citruline) เป็นกรดอัลฟ่า อะมิโน คำว่า ซิทรูไลน์มาจากภาษาละตินว่า ซิทรูลัส (citrulus) แปลว่า แตงโม สารดังกล่าวถูกสกัดได้ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2473 นักวิจัยพยายามไขความลับของสารซิทรูไลน์จนพบว่า สารเคมีชนิดนี้ช่วยขยายเส้นเลือด คล้ายกับการทำงานของยารักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ 
  นักวิทยาศาสตร์รู้กันมาพักหนึ่งแล้วว่า หลังจากสวาปามแตงโมเข้าไปแล้ว ซิทรูไลน์จะเปลี่ยนไปเป็นอาร์กิไนน์โดยมีเอ็นไซม์ชนิดหนึ่งเป็นตัวช่วยย่อย อาร์กิไนน์เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจ และบำรุงระบบภูมิคุ้มกัน 
“ซิทรูไลน์กับอาร์กิไนน์มีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ ระบบภูมิคุ้มกัน และยังเป็นประโยชน์สำหรับคนเป็นโรคอ้วน และเบาหวานชนิดที่สองด้วย สารอาร์กิไนน์เป็นตัวกระตุ้นไนตริก ออกไซด์ ช่วยขยายหลอดเลือด มีคุณสมบัติพื้นฐานอย่างเดียวกับไวอากร้า กล่าวคือใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ และอาจช่วยป้องกันอาการเสื่อมได้ด้วย” 
ปาติล เล่าแจ้งแถลงไข แม้อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศอาจมีปัญหามาจากปัญหาทางอารมณ์และจิตใจด้วย แต่ถ้าได้สารไนตริก ออกไซด์เพิ่ม จะช่วยคนที่ต้องการให้เลือดไหลเวียนคล่องขึ้นได้ และยังช่วยรักษาอาการหลอดเลือดสมองตีบ ความดันโลหิตสูง และโรคหลอดเลือดหัวใจ เช่นกัน 
ถึงกระนั้น นักวิจัยยอมรับว่า แตงโมอาจไม่ออกฤทธิ์เฉพาะส่วนกับอวัยวะเหมือนยารักษาอาการหย่อน แต่ข้อดีของมันคือช่วยขยายหลอดเลือดโดยไม่มีผลข้างเคียงจากยา 
สรรพคุณของแตงโมยังไม่หมดแค่นั้น สารอาร์กิไนน์ยังช่วยในกระบวนการที่เรียกว่า วัฏจักรยูเรีย โดยช่วยขจัดแอมโมนีย และสารประกอบที่เป็นพิษออกจากร่างกาย 

อย่างไรก็ตาม สารซิทรูไลน์ พบมีปริมาณเข้มข้นในเปลือกแตงโมมากว่าเนื้อ ซึ่งปกติคนไม่กินเปลือกแตงโมกัน ทีมนักวิจัยชุดนี้จึงพยายามหาทางปรับปรุงพันธุ์แตงโมให้มีสารซิทรูไลน์ในเนื้อแตงโมเข้มข้นขึ้น

องุ่นเพื่อสุขภาพ

องุ่น ผลไม้แสนอร่อยที่หลายคนในครอบครัวชื่นชอบ ซึ่งนอกจากจะมีรสชาติดีและสามารถรับประทานได้ทั้งแบบ ผลสดและแห้งแล้ว คุณทราบไหมว่า องุ่นยังมีประโยชน์มากมายต่อสุขภาพและความงามของเราด้วย

ในผลองุ่นมีวิตามินและสารอาหารมากมาย โดยเฉพาะที่เปลือกและเมล็ด อย่างที่เราเคยได้ยินถึงการสกัดน้ำมันจากเมล็ดองุ่นมาเป็นส่วนผสมในครีมบำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารต่างๆ น้ำมันนี้ช่วยให้ผนังหลอดเลือดแข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อการจับตัวของก้อนเลือด และลดโคเลสเตอรอลชนิดแอลดีแอล (ไขมันไม่ดี) จึงช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับระบบเลือดและหัวใจได้ดี นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติช่วยลดริ้วรอยและทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ส่วนวิตามินต่างๆ ที่พบในองุ่นนั้นก็มีมากมายหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 และเกลือแร่ชนิดต่างๆ ซึ่งช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่นได้เร็ว ส่วนหนึ่งเพราะน้ำตาลในองุ่นเป็น น้ำตาลที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้เลย จึงช่วยเร่งการเผาผลาญในร่างกาย และกระตุ้นให้ตับทำหน้าที่ฟอกเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มีผลจากการวิจัยของนักวิทยาศาสตร์แห่งเมืองนิวยอร์กพบว่า ในองุ่นจะมีสารต้านอนุมูลอิสระที่เรียกว่า Polyphenols ซึ่งส่วนใหญ่เราจะสามารถบริโภคได้ในรูปของน้ำองุ่นหรือไวน์แดง สาร Polyphenols นี้มีส่วนช่วยให้คนเรามีอายุสมองที่ยาวนานขึ้นและแข็งแรง ทำให้สามารถทำงานและจดจำสิ่งต่างๆได้เป็นอย่างดีถึงแม้จะอายุมากแล้วก็ตาม

องุ่นนับเป็นผลไม้ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการให้คุณค่าทางโภชนาการและการบำรุงร่างกาย โดยองุ่นนั้นประกอบไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่มีชื่อว่า Phytonutrients มีคุณสมบัติในการต่อต้านโรคต่างๆ เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โดยการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสระที่มีสาเหตุมาจาก อากาศเป็นพิษ เช่น ควันพิษในเมืองใหญ่ หรือรังสีต่างๆ ที่เราต้องเผชิญในสถานที่ทำงานในยุคปัจจุบัน ตั้งแต่รังสีจากเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร และจากโทรศัพท์มือถือ

                      ผิวขององุ่นประกบอด้วยสารต้านอนุมูลอิสระชื่อว่า Reseratrol ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่าสามารถรักษาภาวะอักเสบ ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์ตายก่อนเวลาอันสมควร อีกทั้งช่วยทำให้อายุยืนยาวขึ้นอีกด้วย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นสาเหตุให้ไวน์แดงถูกยกย่องว่ามีประโยชน์มากกว่าไวน์ขาว เพราะไวน์แดงใช้ผิวขององุ่นเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต ในขณะที่ไวน์ขาวไม่ได้ใช้ผิวองุ่นในกระบวนการผลิต

 

 

กีวีผลไม้เพื่อสุขภาพ

กีวีไม้ผลประเภทเลื้อยเถาในเขตหนาวที่สำคัญชนิดหนึ่งของโลก มีถิ่นกำเนิดทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน ในปี พ.ศ.2407 เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว มิสชันนารีชาวนิวซีแลนด์คณะหนึ่งเดินทางกลับมาจากประเทศจีน และได้นำ ผลไม้ชนิดหนึ่งที่เรียกกันว่า “ไชนิส กูสเบอร์รี” (Chinese gooseberries) ไปปลูกลงบนผืนดินของนิวซีแลนด์ ด้วยสภาพดินที่อุดมสมบูรณ์ และอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการปลูกพืช ผลไม้ชนิดนี้จึงมีรสชาติดีขึ้น พ.ศ.2502 พวกเขาจึงได้ตั้งชื่อ “กีวี่ฟรุต” (Kiwifruit) เป็นชื่อใหม่ของผลไม้ชนิดนี้ ตามชื่อนกกีวีที่เป็นนกสัญลักษณ์ของประเทศ 

ปัจจุบัน นิวซีแลนด์พัฒนาคุณภาพกีวีจนเป็นที่ต้องการของตลาดโลก สามารถส่งออกกีวีไปยังผู้บริโภคใน 70 ประเทศ เฉพาะยุโรปทวีปเดียวก็ทำสถิติขายได้ปีละ 1.5 ล้านล้านผล รวมทั้งส่งกีวีมาจำหน่ายยังประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และไทย

สำหรับประเทศไทยโครงการหลวงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพันธุ์กีวีฟรุตจากประเทศนิวซีแลนด์เข้ามาปลูกครั้งแรกในปี พ.ศ.2519 ที่สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง และพบว่ากีวีฟรุตบางพันธุ์สามารถออกดอกและติดผลได้ดี มีโอกาสที่จะพัฒนาให้เป็นไม้ผลเศรษฐกิจบนพื้นที่สูงได้ กีวีฟรุตจึงนับว่าเป็นไม้ผลที่มีศักยภาพดีชนิดหนึ่งในอนาคต

Actinidia deliciosa เป็นกีวีฟรุตที่ปลูกเป็นการค้ามากที่สุดของโลก ลักษณะโดยทั่วไปผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผิวผลสีน้ำตาล มีขน เนื้อผลสีเขียว มีปริมาณวิตามินซี 100-200 มิลลิกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Hayward สำหรับพันธุ์ที่ปลูกได้ค่อนข้างดีในประเทศไทย คือ พันธุ์ Bruno

A. chinensis เป็นกีวีฟรุตชนิดที่เริ่มมีความนิยมที่ปลูกเป็นการค้าใหม่ๆ ขึ้นมามาก พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Hort16A ของนิวซีแลนด์ กีวีฟรุตชนิดนี้ต้องการความหนาวเย็นมากสั้นกว่า A. deliciosa จึงเป็นชนิดที่มีศัยกภาพในการปลูกเป็นการค้าในประเทศไทย เช่น พันธุ์ Yellow joy จากประเทศญี่ปุ่น และพันธุ์ลูกผสมต่างๆ จากโครงการศึกษาและคัดเลือกพันธุ์กีวีฟรุตของโครงการหลวง ส่วนใหญ่กีวีฟรุตเนื้อผลมีสีเหลืองผลมีขนาดใหญ่ น้ำหนักผลประมาณ 100-150 กรัม ผิวผลสีน้ำตาล มีขนค่อนข้างสั้น มีปริมาณวิตามินซี ประมาณ 100-200 มิลิลกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม 

A. arguta มีชื่อเรียกว่า Baby Kiwi, Wee-kis หรือ Grape Kiwi เป็นกีวีฟรุตที่มีการปลูกเป็นการค้าแต่ยังไม่มากนัก ลักษณะโดยทั่วไปผลขนาดเล็ก น้ำหนักผลประมาณ 6-14 กรัม ผิวผลเรียบไม่มีขน รับประทานได้ทั้งเปลือก รสชาติหวาน มีกลิ่นหอมมีปริมาณวิตามินซี ประมาณ 70-100 มิลลิกรัมต่อเนื้อผล 100 กรัม พันธุ์ที่เป็นการค้าที่สำคัญของโลกได้แก่ พันธุ์ Ananasnaya สำหรับประเทศไทยมีหลายพันธุ์ที่นำมาจากประเทศญี่ปุ่นมีแนวโน้มว่าศักยภาพดี

กีวีได้ผ่านการวิจัยแล้วว่าเป็นผลไม้ที่มี วิตามินซี และวิตามินอีในสัดส่วนสูง ซึ่งวิตามินทั้งสองชนิดนี้เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ (ตัวต้านออกซิแดนท์) ที่ทรงประสิทธิภาพมากมีประโยชน์สำหรับคนทุกเพศทุกวัย

กีวี 100 กรัม ให้วิตามินซีสูงถึง 167% ของ RDA (Recommended Daily Allowance) ให้วิตามินซีมากกว่าการบริโภคแอปเปิล ส้ม กล้วย แครนเบอร์รี องุ่น ลูกแพร์ ทับทิม ในปริมาณที่เท่ากัน

วิตามินอีในกีวีเป็นวิตามินอีที่อยู่ในแหล่งอาหารที่ปราศจากไขมัน จึงช่วยลดคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ในตัว ซึ่งหมายถึงการลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจด้วย 

โพแทสเซียม (331 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดหัวใจวาย โพแทสเซียมช่วยลดภาวะความดันโลหิตสูงได้ ผู้มีอายุต้องการโพแทสเซียมช่วยซ่อมแซมกล้ามเนื้อและเส้นใยประสาท กล้วยหอมเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง แต่กล้วยหอม 100 กรัม ให้พลังงานสูงกว่ากีวีถึง 2 เท่า สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำคงเผาผลาญพลังงานไปได้ แต่สำหรับคนที่ขาดการออกกำลังกาย พลังงานส่วนเกินที่ได้รับมีผลต่อน้ำหนักตัวที่จะเพิ่มขึ้น

ไฟเบอร์ (3.4 กรัม/กีวี 100 กรัม) ผลการศึกษากลุ่มตัวอย่างสุขภาพดีอายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 38 ราย กลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารตามปกติ อีกกลุ่มรับประทานอาหารตามปกติเช่นกันและกินกีวีด้วยอัตรากีวี 1 ผล/น้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม เป็นเวลา 3 สัปดาห์ พบว่ากลุ่มที่กินกีวีด้วยนั้นขับถ่ายสะดวกและสม่ำเสมอกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติอย่างเดียว ผลไม้ชนิดอื่นๆ ที่ให้เส้นใยอาหาร (Fibre หน่วยกรัม/100 กรัม) เช่น ลูกแพร์ 2.2, แอปเปิล 1.8, ส้ม 1.7, กีวีสีทอง 1.4, กล้วยหอม 1.1, กรัม, องุ่น 0.7

โฟลเลต คือแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยในการแบ่งตัวของเซลล์ใหม่ (หมายถึงโครงสร้างร่างกายทั้งหมด) เช่น การสร้างอวัยวะทารกในครรภ์ การสร้างเม็ดเลือด การสร้างสารพันธุกรรมในร่างกาย คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ขาดโฟลเลตมีความเสี่ยงที่ทารกจะมีความพิการทางสมองและระบบประสาท กีวี 1 ผล ขนาด 76 กรัม มีโฟลเลต 19 ไมโครกรัม หรือ 5% ที่ร่างกายควรได้รับในแต่ละวัน (RDA)

แมกนีเซียม (30 มิลลิกรัม/กีวี 100 กรัม) ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียมไปใช้สร้างเสริมความแข็งแรงของกระดูกและฟันได้ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของแมกนีเซียม กระดูกที่แข็งแรงช่วยให้ร่างกายทำกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตได้คล่องตัวขึ้น และมีความสุขกับชีวิตได้เต็มที่ แมกนีเซียมที่มีในผลไม้ชนิดอื่น (หน่วยมิลลิกรัม/100 กรัม) เช่น กล้วยหอม 34, กีวีสีทอง 14.5, ส้ม 10, องุ่นและลูกแพร์ 7, ส้ม 5

ซิงก์ แร่ธาตุชนิดนี้มีความสำคัญสำหรับเด็กหนุ่มและผู้ชายทุกคน เพราะเป็นแร่ธาตุที่ใช้สร้างฮอร์โมนเพศชาย (เทสโตสเตอโรน)

จากผลการศึกษาในนิวซีแลนด์และยุโรปพบว่า การรับประทานกีวี 2 ผล/วัน จะช่วยลดภาวะที่เซลล์จะถูกทำลายโดยอนุมูลอิสระ และยังช่วยซ่อมแซมดีเอ็นเอที่ถูกทำลายจากกระบวนเผาผลาญอาหารของร่างกายได้อีกด้วย รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นักวิจัยในสหรัฐอเมริกายังพบประโยชน์อีกว่า เมื่อกินกีวีพร้อมหรือกินหลังอาหาร – โดยเฉพาะหากอาหารมื้อนั้นเป็นอาหารที่มีไขมันมาก – แร่ธาตุในกีวีจะช่วยลดสภาวะที่ร่างกายมีอนุมูลอิสระมากจนสารต้านอนุมูลอิสระมีไม่เพียงพอได้ด้วย

ฝรั่ง………ผลไม้เพื่อสุขภาพ

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่ปลูกง่าย ให้ผลดีตลอดปี มีราคาถูก ทำให้เป็นผลไม้ไทยชนิดหนึ่งที่นิยมรับประทานกันมาก เหตุที่เรียกว่า ฝรั่ง นั้นไม่มีหลักฐานชัดเจนแต่มีข้อสันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเพราะชาวฝรั่งเศสเป็นผู้นำเข้ามาในประเทศไทยหรืออาจจะเรียกเพราะเมื่อผลสุกจะมีสีขาวนวลเหมือนคนฝรั่ง

ฝรั่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงมาก จึงมีผลในการป้องกันโรคขาดวิตามินซีซึ่งจะทำให้มีเลือดไหลซึมออกมาจากบริเวณเหงือกที่เรียกว่า ลักปิดลักเปิด ฝรั่งมีวิตามิน เอ และซี “สูงกว่ามะนาวถึง 4 เท่า” จึงมีคุณค่าในการป้องกันโรคหวัดได้ดีอิกด้วย และนอกจากนี้ยังมี “การรับประทานฝรั่งเพื่อลดความอ้วน” เพราะการรับประทานฝรั่ง “ไม่เพิ่มน้ำหนัก” เนื่องจากให้พลังงานต่ำ จึงทานได้บ่อย ๆ ตามต้องการ แต่ถ้ากินมากอาจจะทำให้ท้องผูก ส่วนฝรั่งสุกอาจทำให้ท้องเสียได้

จากคัมภีร์สรรพคุณยากล่าวไว้ว่า ฝรั่งทั้งห้า (ดอก ผล ราก ใบ ต้น) มีรสฝาดแก้ท้องร่วง, บิด ใบ และผลแก้ท้องเสีย, บิด, ดับกลิ่นปาก กรมอนามัยได้ทำการศึกษาพบว่า นอกจากวิตามินเอ และซีแล้ว ฝรั่งยังมีวิตามินบี 1 บี 2 แคลเซียม เหล็ก ฟอสฟอรัส เพคติน แทนนิน และมีเส้นใยสูง

ในปัจจุบันนี้ฝรั่งถือเป็นพืชสมุนไพร ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้หลายทาง เช่น นำใบแก่ ๆ มาปิ้งไฟชงน้ำดื่มแก้อาการท้องเดินได้ หรือนำผลฝรั่งอ่อน ๆ เอาเฉพาะเปลือกกับเนื้อไม่เอาเมล็ด ใส่เกลือเล็กน้อยรับประทานหรือต้มน้ำใช้ดื่ม จะมีสารเทนนิน ซึ่งมีฤทธิ์ฝาดสมาน หยุดอาการท้องร่วงได้ ส่วนเพคตินและเส้นใยพืช จะช่วยป้องกันโรคท้องผูก มะเร็งลำไส้ ริดสีดวงทวาร และช่วยเคลือบลำไส้เล็กทำให้ดูดซึมน้ำตาลและไขมันน้อยลง จึงช่วยควบคุมเบาหวาน ลดไขมันในเลือด ช่วยไม่ให้ไขมันจับผนังหลอดเลือด ป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว

นอกจากนี้ใบฝรั่งยังมีสารฝาดสมานและน้ำมันหอมระเหยจึงสามารถนำใบฝรั่งมาทำน้ำยาดับกลิ่นปาก ถ้าใช้ใบสด 4-5 ใบ เคี้ยวให้ละเอิยดหลังรับประทานอาหาร อมไว้สักพักแล้วค่อยคายทิ้งจะช่วยลดกลิ่นอาหาร เหล้า บุหรี่ และช่วยในการลดการเกิดเหงือกอักเสบได้ด้วย

หลังจากรับประทานอาหาร มักจะมีเศษอาหารติดค้างอยู่ตามซี่ฟันมาก โดยเฉพาะอาหารพวกแป้งและคาร์โบไฮเดรตซึ่งได้แก่ ข้าว ขนมปัง ของหวาน อาหารพวกนี้จะติดฟันได้ง่าย ถ้าแปรงฟันไม่สะอาดจะทำให้เกิดคราบจุลินทรีย์ ที่เรียกว่า พลัค เกาะที่คอฟันบริเวณที่ชิดกับเหงือก

เชื้อจุลินทรีย์นั้นจะปล่อยสารพิษออกมาทำให้เหงือกอักเสบ มีหนอง เป็นผลทำให้เกิดมีกลิ่นปากเหม็น ทันตแพทย์จึงแนะนำให้แปรงฟันหลังอาหารหรืออย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์

การรับประทานฝรั่งนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังจะ “ช่วยในการกำจัดคราบอาหารบนตัวฟันได้” จากการศึกษาในกลุ่มนักศึกษาอาสาสมัครที่ไม่แปรงฟันเป็นเวลา 1-2 วัน เกิดมีคราบเกาะที่ฟัน แล้วให้มาเคี้ยวฝรั่ง เมื่อตรวจฟันหลังจากนั้น พบว่าคราบอาหารถูกกำจัดออกไปได้ดี จึงถือว่าการเคี้ยวฝรั่งนั้นเป็นวิธีที่ช่วยทำความสะอาดฟันได้ และยังช่วยลดกลิ่นปากด้วย

นอกจากฝรั่งแล้ว นับว่าโชคดีที่ประเทศเราอยู่ในเขตร้อนซึ่งมีผักผลไม้อิกหลายชนิดที่ให้รับประทานได้ตลอดปี มีราคาถูก รสอร่อย และมีวิตามินสูง ไม่ว่าจะเป็นสับปะรด แตงกวา แครอท ถั่วฝักยาว และอื่น ๆ ซึ่งถ้ารับประทานผลไม้หรือผักสดหลังอาหารจะทำให้มีสุขภาพแข็งแรง ช่วยในการทำความสะอาดช่องปาก ดีต่อสุขภาพเหงือกและฟันด้วย

 

มะพร้าวผลไม้เพื่อสุขภาพ

 ธรรมชาติบำบัดถือว่าน้ำมะพร้าวเป็นน้ำผลไม้ที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง
มีแร่ธาตุที่ร่างกายต้องการครบถ้วน มีไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ภายใน 5 นาที และยังเป็นประโยชน์ในการขับสารพิษและชำระล้างร่างกายด้วย

        มะพร้าวมีลำต้นสูง ต้องผ่านการกลั่นกรองตามชั้นต่างๆ ของลำต้นมะพร้าวกว่าจะถึงลูกมะพร้าวที่อยู่ข้างบน น้ำมะพร้าวที่ได้มาจึงบริสุทธิ์มากแคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปรแตสเซียม ฯลฯ
มะพร้าวเป็นผลไม้ที่มีด่างสูง

        น้ำมะพร้าวและกะทิสามารถรักษาโรคที่เกิดจากร่างกายมีความเป็นกรดมากเกินไปได้ คนไทยถือกันว่ามะพร้าวเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงเส้นเอ็น ใช้รักษาโรคกระดูกได้ ส่วนคนจีนเชื่อว่ามะพร้าวมีฤทธิ์เป็นกลาง ไม่เป็นทั้งหยินและหยาง มีสรรพคุณในการขับพยาธิ

        สำหรับคนไข้ที่อาเจียนและท้องร่วงในเวลาเดียวกัน ให้ดื่มแต่น้ำมะพร้าวอย่าให้ทานอย่างอื่น เพราะร่างกายจะดูดซึมกลูโคสไปใช้ได้ในเวลาอันรวดเร็ว

        แม่ที่เพิ่งคลอดบุตรไม่มีน้ำนมเพียงพอให้ลูกกิน

สามารถให้น้ำมะพร้าวเสริมน้ำนมแม่ได้ เพราะมีความบริสุทธ์กว่านมผงหรือนมวัว ไม่มีสารเคมีเจือปนที่เป็นอันตรายต่อร่างกายของเด็กถ้า ผู้หญิงคนไหนที่เป็นสิวหรือมีรอบเดือนติดต่อกันไม่หยุด ให้กินแต่น้ำมะพร้าวอย่างเดียว ครั้งที่ดื่มอาการเหล่านั้นอาจจะเพิ่มขึ้น แต่ก็เป็นสิ่งดีเพราะร่างกายถูกกระตุ้นให้ขับของเสียออกมา
น้ำมะพร้าวดื่มได้ทุกวัน ทุกเพศทุกวัย

          เพราะเป็นเครื่องดื่มจากธรรมชาติ นอกจากจะมีประโยชน์แล้ว ยังทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่เป็นอันตรายเหมือนน้ำอัดลม อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคไตและโรคเบาหวานไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าว

          น้ำมะพร้าวเปิดลูกแล้วควรดื่มเลย ไม่ควรทิ้งไว้นาน ถ้าเราตัดหรือหั่นผลไม้ อย่าทิ้งไว้เกินครึ่งชั่วโมง แม้จะเก็บในตู้เย็นก็ตาม ควรกินให้หมดทีเดียว ผลไม้แต่ละอย่างมีพลังชีวิต ถ้ากินผลไม้สุกจากต้นจะได้รับพลังชีวิตสูง หากเก็บทิ้งค้างไว้ พลังชีวิตของผลไม้จะลดต่ำลงเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เก็บ
ปัจจุบันหากต้องการดื่มน้ำมะพร้าวควรต้องระวังเรื่องสารฟอกขาวหากเป็นไปได้ควรซื้อเป็นทะลายมาจากสวนโดยตรง เมื่อต้องการดื่มค่อยตัดทีละลูกจากทะลาย

มะพร้าวไม่ได้มีประโยชน์แค่ผลเท่านั้นยังมีส่วนอื่นๆอีก เช่น

ราก  – ใช้แก้พิษไข้ แก้ท้องเสีย โดยนำรากมาฝนกับน้ำข้าวกินดับพิษไข้ พิษผิดสำแดง
น้ำมะพร้าว  – ก็ถือว่าเป็นยา ใช้บำรุงธาตุไฟ แก้เลือดกำเดา ใช้ทดแทนน้ำที่เสียไปขณะท้องเสียโดยเฉพาะ
ในเด็กเล็ก ใช้เป็นน้ำกระสายยาหอม แก้อาการอ่อนเพลีย
ดอก – ใช้แก้ท้องเสีย แก้ริดสีดวงทวาร แก้ปากเปื่อย แก้โลหิตเป็นพิษ ต้มอมแก้ปากเปื่อย
เนื้อมะพร้าว  – ใช้แก้อาการนอนกัดฟันในเด็ก
น้ำมันมะพร้าว – ใช้ผสมยาหลายชนิด ส่วนมากเป็นยาทา
ผงถ่านจากกะลามะพร้าว  – แก้ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ เล่ากันว่าในการกระเบิดของโรงไฟฟ้าที่เชอร์โนบิล
มีการใช้ผงถ่านจากกะลามะพร้าวลดปริมาณกัมมันตภาพรังสีในร่างกายผู้ป่วยลงไปได้ 500-1000 เท่า

แก้วมังกร(Dragon Fruit) ผลไม้เพื่อสุขภาพ(Healthy Fruit)

แก้วมังกร(Dragon Fruit) ผลไม้เพื่อสุขภาพ(Healthy Fruit)ที่มีทั้งประโยชน์และสรรพคุณทางยา

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหวานอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการสูง แคลอรี่ต่ำอุดมไปด้วยวิตามินซี แมกนีเซียมและแคลเซียม แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีกากใยสูง เมล็ดสีดำเล็กๆ ที่กระจายอยู่ทั่วไปในผลแก้วมังกรจะอุดมไปด้วยไขมันที่ไม่อิ่มตัวซึ่งช่วยต่อต้านปฏิกิริยาอ๊อกซิเดชั่น แก้วมังกรจึงมีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน
สรรพคุณของแก้วมังกรอีกอย่างหนึ่งคือใช้เป็นผลไม้เสริมสุขภาพและความงาม ใช้บริโภคเพื่อจุดประสงค์ในการลดน้ำหนัก เนื่องจากเมื่อกินแก้วมังกรแล้วจะรู้สึกอิ่มและในผลแก้วมังกรก็มีกากใยสูงประกอบกับให้แคลอรี่ต่ำจึงนิยมใช้บริโภคเพื่อลดน้ำหนัก

แก้วมังกรเป็นพืชในตระกูลกระบองเพชรซึ่งมีสารที่มีประโยชน์คือมิวซิเลจ(Mucilage) ที่มีลักษณะคล้ายวุ้นเจลช่วยดูดซับน้ำในร่างกาย ควบคุมระดับกลูโคสในคนที่เป็นโรคเบาหวาน(ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน)ได้ แก้วมังกรยังมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคโลหิตจางช่วยเพิ่มธาตุเหล็กให้แก่ร่างกาย นอกจากนี้ผลแก้วมังกรยังมีสรรพคุณในการป้องกันโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้และต่อมลูกหมาก เบาหวานช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานของกระดูกและฟัน

การปลูกแก้วมังกร เนื่องจากแก้วมังกรเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย ดังนั้นวิธีการปลูกแก้วมังกรจึงต้องสร้างหลักให้ลำต้นของต้นแก้วมังกรเกาะยึด หลักที่ให้แก้วมังกรเกาะยึดจะเป็นเสาปูนหรือทำจากไม้เนื้อแข็งก็ได้โดยปักหลักให้สูงประมาณ 1.5 – 2.0 เมตร มีระยะห่างระหว่างหลักประมาณ 3 เมตร ด้านบนของหลักทำเป็นร้านให้กิ่งของแก้วมังกรแผ่ขยายออกไป รอบๆ หลักแต่ละหลักให้เตรียมหลุม 4 หลุมสำหรับปลูกกิ่งพันธุ์แก้วมังกรหลุมละ 1 ต้น ใช้ปุ๋ยหมักเก่ารองก้นหลุมประมาณหลุมละ 1 บุ้งกี๋ แล้วนำกิ่งพันธุ์แก้วมังกรมามัดให้แนบกับหลักแล้วทำบังแดดให้กิ่งพันธุ์แก้วมังกรประมาณ 1-2 อาทิตย์

วิธีการดูแลรักษาต้นแก้วมังกร แก้วมังกรเป็นพืชที่ดูแลรักษาง่าย รดน้ำให้ดินชื้นแต่อย่าให้แฉะแล้วใช้ฟาง เศษหญ้าแห้งหรือแกลบเป็นวัสดุคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นของดินไว้ ใส่ปุ๋ยคอกหลักละ 1 บุ้งกี๋แล้วเสริมด้วยปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 หลักละ 1-2 ช้อนแกง การให้ปุ๋ยให้เว้นระยะ 2-3 เดือนต่อครั้งโดยดูจากความสมบูรณ์ของต้นแก้วมังกรเป็นสิ่งสำคัญ

ต้นแก้วมังกรที่ปลูกมาจากการใช้กิ่งปักชำหลังจากปลูกได้ประมาณ 8-10 เดือนก็จะเริ่มออกดอกและให้ผลผลิต โดยปกติแล้วต้นแก้วมังกรจะให้ผลผลิต 4 รุ่นใน 1 ปี ผลแก้วมังกรที่เก็บมาจากต้นสามารถวางขายในตลาดได้หลายวัน หากใส่ผลแก้วมังกรในถุงพลาสติกแล้วแช่เย็นจะเก็บไว้ได้ไม่น้อยกว่า 15 วันแต่ต้องระวังเรื่องการเปียกน้ำและความชื้นที่อาจจะทำให้ผลแก้วมังกรเน่าเสียได้ง่าย

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีทั้งสรรพคุณทางยา คุณค่าทางโภชนาการหากรู้จักกินเป็นอาหารรักษาโรค(เภสัชโภชนา)แล้วยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพกับความงาม(ผิวพรรณและการลดน้ำหนัก)อีกด้วย จนอาจพูดได้ว่า แก้วมังกรเป็นผลไม้เพื่อสุขภาพที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายเช่นเดียวกับผลไม้ชนิดอื่นๆ เช่น มะละกอ ส้ม กล้วย ฯลฯ ดังนั้นหากเรารู้จักเลือกรับประทาน“ผลไม้เพื่อสุขภาพ”ให้ถูกต้องย่อมเกิดผลดีกับร่างกายอย่างแน่นอน แต่วิธีการกินผลไม้ที่ถูกต้องก็คล้ายกับการกินอาหารนั่นคือต้องกินให้หลากหลายจึงจะได้รับสารอาหารและประโยชน์อย่างครบถ้วน การกินผลไม้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน ไม่ใช่พอรู้ว่าแก้วมังกรมีประโยชน์และดีต่อสุขภาพมากมายหลายประการแล้วก็พยายามหาและกินเฉพาะแก้วมังกรเท่านั้นผลไม้อื่นที่นอกเหนือจากแก้วมังกรแล้วไม่ยอมกินเลย ถ้าทำอย่างนี้จะไม่ได้รับประโยชน์จากการกินผลไม้ที่ถูกต้องเรียกว่า “กินไม่เป็น” ดังนั้นให้เดินทางสายกลางคือกินแต่พอดีจะดีที่สุด.

แอปเปิ้ล ผลไม้เพื่อสุขภาพ (Slim Up)

แอปเปิ้ล ผลไม้เพื่อสุขภาพ  (Slim Up)


         การจำกัดปริมาณอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนักนั้น เป็นเรื่องยากสำหรับคุณผู้หญิง เพราะไหนจะต้องทนต่อความหิวจนกว่าจะผอม แต่พอผอมสมใจกลับโดนทักว่าทำไมดูซีดเซียว ไม่สดชื่น อวบอั๋นเหมือนตอนก่อนลดน้ำหนัก

           การรับประทานผลไม้จึงเป็นวิธีหนึ่ง ที่ช่วยแก้ปัญหาได้ทั้งการลดน้ำหนัก และการมีสุขภาพที่สดใส เพราะผลไม้ประกอบไปด้วยเส้นใยอาหาร (Fiber) ที่ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้องมีน้ำตาลธรรมชาติที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้งานได้ทันที นอกจากนี้ ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุอีกนับไม่ถ้วน ช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น ไม่ทรุดโทรม จึงเหมาะสำหรับสาว ๆ ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นที่สุด

           เมื่อถามคนใกล้ตัวว่า “อยากลดน้ำหนักจะทานผลไม้อะไรดี?” เชื่อว่าคงได้คำตอบกว่าครึ่งเป็นผลไม้รูปร่างอวบอัดที่ชื่อว่า “แอปเปิ้ล” แน่ ๆ เพราะแอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีสีสันชวนรับประทาน เนื้อสัมผัสกรอบ รสชาติอร่อย กลิ่นหอม มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หาทานได้ง่าย ราคาไม่แพง และที่สำคัญคือไม่ทำให้อ้วน แอปเปิ้ลจึงได้ชื่อว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้ลดน้ำหนัก”

 กินแอปเปิ้ลวันละ 1 ผล ร่างกายแข็งแรง

           แอปเปิ้ลให้สารอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรตและวิตามินซีเป็นหลักซึ่งปริมาณวิตามินซีจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ ช่วงเวลาเก็บเกี่ยว และความสด เนื้อแอปเปิ้ล 100 กรัม มีวิตามินซีประมาณ 6 มิลลิกรัม และให้พลังงานราว 59 แคลอรี ไม่ทำให้อ้วน แต่แอปเปิ้ลก็มีสารอาหารที่มีประโยชน์ชนิดอื่นทดแทน แบบที่เรียกได้ว่าไม่น้อยหน้าผลไม้อื่นแต่อย่างใด

           พลังงานที่ได้จากแอปเปิ้ลมีลักษณะพิเศษที่น่าสนใจคือ แอปเปิ้ลจะให้พลังงานค่อนข้างต่ำและค่อยเป็นค่อยไป เพราะแหล่งพลังงานของแอปเปิ้ลคือ น้ำตาลฟรักโทสซึ่งเป็นน้ำตาลที่เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานอย่างช้า ๆ ในร่างกายช่วยให้ไม่รู้สึกหิว อิ่มนาน ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่สูงเร็วเหมือนกินขนมหวาน จึงเหมาะกับคนไข้เบาหวานด้วยเช่นกัน

           เปลือกและเนื้อของแอปเปิ้ลมีเส้นใยอาหารที่ชื่อว่า “เพคติน” ที่มีคุณสมบัติพองตัวได้มาก ช่วยเพิ่มกากในทางเดินอาหาร ทำให้อวัยวะในทางเดินอาหารมีการทำงานเป็นปกติ เพิ่มประสิทธิภาพในการขับถ่าย ซึ่งเป็นการช่วยป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ และยังช่วยจับคอเลสเตอรอลไม่ให้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ป้องกันโรคคอเลสเตอรอลในเลือดสูง โรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง

           นอกจากนี้ แอปเปิ้ลยังอุดมไปด้วยวิตามิน เกลือแร่และสารอาหารที่มีประโยชน์อีกหลายชนิด ทั้งวิตามินเอ บี 1 บี 2 บี 6 ไบโอติน กรดโฟลิกกรดแพนโทเธอนิค เกลือแร่ คลอไรด์ เหล็ก ทองแดง แมกกานีส แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม โซเดียม ซิลิคอน และยังมีกรดอินทรีย์ 2 ชนิด คือ กรดมาลิคและกรดทาร์ทาริก ซึ่งช่วยในการย่อยอาหารจำพวกโปรตีนและไขมัน สารอาหารเหล่านี้ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้าน โดยเฉพาะวิตามินซี และสารในกลุ่มฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่พบมากในแอปเปิ้ล จะช่วยป้องกันโรคหัวใจในผู้ที่รับประทานเป็นประจำ

 แอปเปิ้ลเขียว หรือแอปเปิ้ลแดง ที่มีประโยชน์มากกว่ากัน

          เมื่อวิเคราะห์จากคุณค่าสารอาหารต่าง ๆ เปรียบเทียบระหว่างแอปเปิ้ลเขียวและแอปเปิ้ลแดง พบว่าไม่มีความแตกต่างกันมากนัก แต่สิ่งที่แอปเปิ้ลแดงมีเหนือกว่าเล็กน้อยคือ ปริมาณของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระในกลุ่มฟลาโวนอยด์นั่นเอง

 ดื่มน้ำแอปเปิ้ล ก็ได้ประโยชน์เท่ากินทั้งลูก?

          จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จะพบว่าประโยชน์ของแอปเปิ้ลมาจากองค์ประกอบ 3 ตัวด้วยกันคือ จากเส้นใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระที่มีมากบริเวณเปลือก และจากน้ำตาลฟรักโทสที่มีมากในเนื้อแอปเปิ้ล ดังนั้นหากต้องการดื่มน้ำแอปเปิ้ล ควรเลือกวิธีการปั่นทั้งผล โดยไม่ต้องปอกเปลือก เพราะหากใช้วิธีคั้นน้ำ จะทำให้ได้เฉพาะน้ำตาลและสารต้านอนุมูลอิสระอีกเล็กน้อย ซึ่งอาจทำให้อ้วนได้มากกว่าเดิม และไม่ได้รับประโยชน์ทั้งหมดจากแอปเปิ้ลอย่างครบถ้วน

 กินแอปเปิ้ลอย่างไรให้ได้ประโยชน์

          ในแง่โภชนาการ แอปเปิ้ลไม่ใช่ผลไม้ที่มีวิตามินหรือแร่ธาตุในปริมาณสูงมากนัก เมื่อเทียบกับกล้วย ฝรั่งหรือส้ม แต่หากทานแอปเปิ้ลวันละ 2-4 ลูก โดยไม่ปอกเปลือกก็จะได้รับเส้นใยอาหารและสารอาหารต่าง ๆ ในปริมาณที่พอเหมาะ

          ในปัจจุบันมีการกล่าวอ้างสรรพคุณของแอปเปิ้ลมากมาย เช่น บำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด ลดความอยากอาหาร ช่วยกระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่และฆ่าเชื้อไวรัส ซึ่งหากต้องการจะรับประทานแอปเปิ้ลสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมน้ำหนักแล้ว ก็ควรต้องทานเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และผักผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.